29 สิงหาคม, 2552

DTS 08-26/08/2552

สรุป
โครงสร้างทรี ทรีเป็นกราฟแบบมีทิศทาง ที่มีโครงสร้างแบบลำดับชั้น ทิศทางของกราฟที่แทนทรีจะมีทิศทางจากบนลงล่าง ดังนั้นการกวาดทรี เราจึงไม่นิยมแสดงทิศทางของเส้นเชื่อม
นิยามทรี
จากรูปโครงสร้างทรี เราให้นิยามทรีในรูปแบบอื่นๆได้อีก เช่น การให้นิยามในรูปของการเรียกซ้ำซึ่งสอดคล้องกับลักษณะธรรมชาติของทรี ดังนี้คือทรีประกอบด้วย
โหนด R ซึ่งเรียกว่า โหนดราก (root) และ ทรีย่อย (subtree) จำนวนศูนย์ หรือมากกว่าศูนย์ ได้แก่ T1,T2,...,Tk ซึ่งแต่ละทรีย่อยจะเชื่อมกับโหนดราก (R)โดยตรงด้วยเส้นเชื่อม
การเรียกชื่อองค์ประกอบของทรี
โหนดที่อยู่ระดับบนสุดของทรี เรียกว่า โหนด R ,โหนดราก, พ่อ (father)โหนดรากของทรีย่อยของ R เรียกว่าลูก (child) ของ R โหนดที่ไม่มีโหนดลูก เรียกว่า
โหนดใบ (leaf node)เส้นเชื่อมโหนดทรี เรียกว่า กิ่ง (branch)โหนดที่มีทั้งพ่อทั้งลูก เรียกว่า โหนดกิ่ง (branch node)โหนดที่มีพ่อเดียวกัน เรียกว่า โหนดพี่น้อง (sibling) และยังอาจนิยามโหนดว่าเป็น โหนดปู่ (grandfather) หรือ โหนดหลาน (gtrandchild) ได้ในลักษณะเดียวกันเส้นทาง (path) จากโหนด n1 ไปยังโหนด nk ใดๆ จะเป็นลำดับของโหนด n1,n2,...,nkความยาว (length) ของเส้นทางจะเป็นจำนวนของเส้นเชื่อมที่อยู่ในเส้นทาง ซึ่งเท่ากับ k-1 เส้นทาง จากโหนดใดๆ ไปยังตัวเองจะมีความยาวเป็ยศูนย์ และในทรีแต่ละทรี จะมีเส้นทางหนึ่งเส้นเท่านั้นจากโหนดรากไปยัง โหนดใดๆ ความลึก (depth) เป็น ความยาวของเส้นทางจากโหนดรากไปยังโหนด n โซึ่งมีเส้นทางเดียวที่ไม่ซ้ำกัน) ความสูง (height) เป็น เส้นทางทีสุดจากโหนด n ไปยังโหนดใบถ้ามีเส้นทางจาดโหนด n1 ไปยังโหนด n2 จะเป็น บรรพบุรุษ (ancestor) ของ n2 และ n2 จะเป็น ลูกหลาน (descendant) ของ n1 ถ้า n1 != n2 ดังนั้น n1 จะเป็น บรรพบุรุษที่แท้จริง (proper ascestor) ของ n1 และ n2 ลูกหลานที่แท้จริง (proper descendant)
ทรีแบบลำดับ
ทรีแบบราก (rooted tree ) เป็นทรีที่สามารถวาดได้อิสระ โดยเชื่อมโหนดในระดับต่ำลงไป และมีโหนด ใบอยู่ในระดับล่าง มีโครงสร้างไม่เหมาะสมก่การใช้งาน เนื่องจากวิธีการเรียกชื่อโหนดจากลำดับซ้ายไปขวา "ทรีแบบลำดับ (ordered tree)" คือ ทรีแบบรากที่โหนดลูกของแต่ละโหนดถูกกำหนดลำดับดังรูป ถ้าต้องการจะใช้ทรีแบบลำดับเป็นโครงสร้างข้อมูล ในแต่ละโหนดจะต้องมีจำนวนเขตข้อมูลมากพอๆ กับจำนวน ของโหนดนั้น ดังนั้นถ้ามีบางโหนดในทรีมีจำนวนทรีมากกว่า 10 ทรีย่อย จะต้องมีเขตข้อมูลสำหรับลิงค์ของ แต่ละโหนดถึง 10 เขต ซึ่งแต่ละเขตลิงค์ต่างๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีค่าเป็น NULL ซึ่งทำให้เนื้อที่จำนวนมากไม่ได้ใช้งาน

DTS 07-05/08/2552

สรุป
Queue เป็น List แบบเชิงเส้น (Linear Data Structure) เช่นเดียวกับ Stack แต่มีความแตกต่างกันคือ Queue มีตัวชี้ 2 ตัว คือ
–หัว (Head)
–ท้าย (Tail)
• สำหรับในการนำข้อมูลเข้าและนำข้อมูลออกคือ เข้าท้าย (Tail) ของQueue และออกตรงหัว (Head) ของ Queue ซึ่ง Queue จึงมีลักษณะที่เรียกว่า เข้าก่อน ออกก่อน (First-In First-Out : FIFO)
คิว(queue) หรือแถวคอย เป็นประเภทข้อมูลอย่างย่อที่มีลักษณะการเรียงลำดับข้อมูล ในการเข้า-ออกในลักษณะเข้าก่อนออกก่อน FIFO (First In First Out) กล่าวคือข้อมูลที่เข้าแรกๆจะได้ออกก่อน คล้ายคนต่อคิวที่มาก่อนจะได้ซื้อของก่อน จึงเรียกว่า แถวคอย หรือ คิว
แถวคอย หรือ คิว จึงจัดเป็นวิธีการจัดการเข้า-ออกของข้อมูลอีกแบบหนึ่ง เป็นโครงสร้างข้อมูลที่นำมาใช้ในการทำงานของโปรแกรมคอมพิวเตอร์หลายประการ อาทิการเข้าคิวในการทำงานของเครือข่าย การออกแบบการทำงานระบบท่อ (pipeline) เป็นต้น
จุดเด่นของคิว
คิวสามารถจัดการการเข้า-ออกของข้อมูล ใช้เก็บข้อมูลที่ต้องการจัดเรียงเป็นระบบ โดยพิจารณาข้อมูลตามลำดับ ในทำนอง ใครถึงก่อนมีสิทธิ์ได้ใช้ก่อน จึงใช้ในการเรียงลำดับในการแบ่งปันทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดในการทำงาน เช่น การรอคิวการทำงานของเครื่องพิมพ์ในสำนักงาน เป็นต้น
วิธีการสร้างคิว
การสร้างคิวทำได้โดยแถวลำดับประกอบกับจำนวนเต็ม ที่เก็บดัชนีของหัวคิวและท้ายคิว สองตัว หรือใช้ รายการโยงสองชั้นวน(circular doubly linked list)
คิวแถวลำดับ
สำหรับการใช้แถวลำดับในการทำคิวนั้น (array queue) ตอนเริ่มต้นเราจะให้ดัชนีของหัวคิวและท้ายคิวชี้ที่ศูนย์ เมื่อเข้าคิว (enqueue) ก็จะเก็บข้อมูลตรงดัชนีท้าย พร้อมทั้งเพิ่มค่าดัชนีท้ายคิวจะไปอีกหนึ่ง (increament) ในทางตรงกันข้ามหากเอาข้อมูลตัวแรกออกจากคิว (dequeue) ก็คืนค่าสมาชิกตัวที่ดัชนีหัวคิวชี้อยู่พร้อมทั้งเพิ่มค่าดัชนีหัวคิวไปอีกหนึ่ง (decrement) หากดัชนีหัวคิววิ่งไล่ทับดัชนีท้ายคิวแสดงว่า คิวนั้นเป็นคิวว่าง (empty queue) ไม่ควร dequeue อีกเพราะจะทำให้การทำงานรวนได้ (ควรตรวจสอบก่อน dequeue)เนื่องจากแถวลำดับมีขนาดจำกัดในบางครั้งอาจมีการทำคิววนรอบ (circular array queue) กล่าวคือบางครั้งคิวอาจมีการ enqueue และ dequeue สลับกันทำให้ดัชนีหัวคิวเลื่อนๆออกไปจนจะตกขอบขวาของแถวลำดับ ทำให้มีเนื้อที่ของแถวลำดับด้านหน้าเหลือไม่ได้ใช้จึงมีการวนเอาหางคิว มาแทนส่วนหน้าของแถวลำดับ กล่าวคือเมื่อท้ายคิวตกขอบขวาของแถวลำดับ ก็จะมีการเริ่มดัชนีท้ายคิวที่ศูนย์ใหม่และต่อท้ายคิวมาเรื่อยๆ ข้อด้อยของวิธีนี้คือ เมื่อท้ายคิวมาทับหัวคิวอีกครั้งจะตีความไม่ได้ว่าคิวเต็มแถวลำดับ หรือคิวว่างกันแน่ จึงอาจใช้ตัวแปรขนาด (size) หรือตัวแปรอื่นๆช่วยในการบอกว่าคิวว่างหรือไม่
คิวรายการโยงสองชั้นวน
สำหรับการใช้รายการโยงสองชั้นวน(circular doubly linked list) ในการทำนั้น โดยหัวคิวจะอยู่ที่ปมสุดท้ายนี้ (กล่าวคือเป็นปมก่อนที่จะชี้ปมหัว เพราะว่าเป็นรายการวน) ส่วนท้ายคิวอยู่ที่ปมแรก เมื่อเข้าคิว (enqueue) ก็เพิ่มปมใหม่หลังปมหัว เมื่อจะเอาข้อมูลแรกออกจากคิว (dequeue) ก็จะเอาข้อมูลก่อนปมหัวออก ก็คือข้อมูลที่เข้าแรกๆสุด เมื่อใดที่รายการหรือคิวว่าง ก็คือตอนที่ปมหัวชี้มาที่ตัวเองนั่นเอง

Queue Operation
การดำเนินการพื้นฐานของคิวมี 4 ขั้นตอน
1. Enqueue การนำข้อมูลเก็บเข้าไปในคิว
2. Dequeue การนำข้อมูลออกจากคิว
3. Queue Front ข้อมูลที่ตรียมจะออกจากคิว (สมาชิกตัวแรกที่จะออกจากคิว)
4. Queue Rear ข้อมูลที่เพิ่งจะเข้ามาในคิว (สมาชิกที่เข้ามาในคิวตัวสุดท้าย)

ตัวอย่างการใช้
1. คนเข้าคิวซื้อตั๋วหนัง
2. นักศึกษาเข้าคิวเพื่อรับบริการในธนาคาร
3. นักศึกษาเข้าคิวซื้ออาหาร
4. ลูกค้าเข้าคิวจ่ายเงินที่เค้าเตอร์

02 สิงหาคม, 2552

DTS 06-29/07/2552

สรุป
ลำดับการทำงานของตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ (Operator Priority)
มีการลำดับความสำคัญของตัวดำเนินการจากลำดับสำคัญมากสุดไปน้อยสุด คือ ลำดับที่มีความสำคัญมากที่ต้องทำก่อน ไปจนถึงลำดับที่มีความสำคัญน้อยสุดที่ไว้ทำทีหลัง ดังนี้
1.ทำในเครื่องหมายวงเล็บ
2.เครื่องหมายยกกำลัง ( ^ )
3.เครื่องหมายคูณ ( * ) , หาร ( / )
4.เครื่องหมายบวก ( + ) , ลบ ( - )

อัลกอริทึมการแปลงนิพจน์ Infix เป็น นิพจน์ Postfix
เราสามารถแปลงนิพจน์ Infix ให้เป็น Postfix ได้โดยอาศัยสแตคที่มีคุณสมบัติการเข้าหลังออกก่อนหรือ LIFO โดยมีอัลกอริทึมในการแปลงนิพจน์ ดังนี้
1. ถ้าข้อมูลเข้า (input) เป็นตัวถูกดำเนินการ (operand) ให้นำออกไปเป็นผลลัพธ์ (output)
2. ถ้าข้อมูลเข้าเป็นตัวดำเนินการ (operator) ให้ดำเนินการดังนี้
2.1 ถ้าสแตคว่าง ให้ push operator ลงในสแตค
2.2 ถ้าสแตคไม่ว่าง ให้เปรียบเทียบ operator ที่เข้ามากับ operator ที่อยู่ในตำแหน่ง TOP ของสแตค
2.2.1 ถ้า operator ที่เข้ามามีความสำคัญมากกว่า operator ที่ตำแหน่ง TOP ของสแตคให้ push ลงสแตค2.2.2 ถ้า operator ที่เข้ามามีความสำคัญน้อยกว่าหรือเท่ากับ operator ที่อยู่ในตำแหน่ง TOP ของสแตค ให้ pop สแตคออกไปเป็นผลลัพธ์ แล้วทำการเปรียบเทียบ operator ที่เข้ามากับ operator ที่ตำแหน่ง TOP ต่อไป จะหยุดจนกว่า operator ที่เข้ามาจะมีความสำคัญมากกว่า operator ที่ตำแหน่ง TOP ของสแตค แล้วจึง push operator ที่เข้ามานั้นลงสแตค
3. ถ้าข้อมูลเข้าเป็นวงเล็บเปิด ให้ push ลงสแตค
4. ถ้าข้อมูลเข้าเป็นวงเล็บปิด ให้ pop ข้อมูลออกจากสแตคไปเป็นผลลัพธ์จนกว่าจะถึงวงเล็บ เปิด จากนั้นทิ้งวงเล็บเปิดและปิดทิ้งไป
5. ถ้าข้อมูลเข้าหมด ให้ pop ข้อมูลออกจากสแตคไปเป็นผลลัพธ์จนกว่าสแตคจะว่าง


ตัวอย่าง การแปลงนิพจน์ Infix เป็นนิพจน์ Postfix


นิพจน์ A / B + (C – D)


28 กรกฎาคม, 2552

DTS 05-22/07/2552

สรุป
สแตก(Stack)เป็นโครงสร้างข้อมูลแบบลิเนียร์ลิสต์(linear list) ที่มีคุณสมบัติว่า การเพิ่มหรือลบข้อมูลในสแตกจะทำได้ด้านเดียวเรียกว่า Top ของสแตก (Top Of Stack) ซึ่งคุณสมบัติที่สำคัญของสแตกคือ ข้อมูลที่ใส่หลังสุดจะถูกนำออกมา จากสแตกเป็นอันดับแรกสุด เรียกคุณสมบัตินี้ว่า LIFO (Last In First Out)
ส่วนประกอบของสแตก
การนำสแตกไปใช้งานนั้นไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างสแตกแบบแถวลำดับ (array) หรือ แบบลิงค์ลิสต์
(link list) เราจะมีตัวแปรตัวหนึ่งที่ใช้เป็นตัวชี้สแตก (stack pointer ) เพื่อเป็นตัวชี้ข้อมูลที่อยู่บนสุดของสแตก ซึ่งจะทำให้สามารถจัดการข้อมูล ที่จะเก็บในสแตกได้ง่าย ดังนั้นโครงสร้างข้อมูลแบบสแตกจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่สำคัญ คือ
1. ตัวชี้สแตก ( Stack Pointer ) ซึ่งมีหน้าที่ชี้ไปยังข้อมูลที่อยู่บนสุดของ สแตก ( Top stack )
2. สมาชิกของสแตก ( Stack Element ) เป็นข้อมูลที่จะเก็บลงไปในสแตก ซึ่งจะต้องเป็นข้อมูลชนิดเดียวกัน เช่น ข้อมูลชนิดจำนวนเต็ม เป็นต้น
การทำงานของสแตก
โครงสร้างข้อมูลของสแตกจะใช้กันในเรื่องของการทำอินเตอร์รัพต์หรือการเรียกใช้โปรแกรมย่อย เนื่องจากการทำงานเช่นนี้ ต้องมีการเก็บตำแหน่งการทำงานเดิมเอาไว้ก่อนที่จะกระโดดไปทำงานโปรแกรมย่อยอื่น และหากต้องการกลับมาทำงานในโปรแกรมย่อยเดิมได้อย่างเป็นลำดับ เพราะ สแตกมีการใช้แสดงลำดับการประมวลผลของข้อมูล เมื่อต้องการข้ามขั้นตอน บางขั้นตอนไปกระทำขั้นตอนอื่น ให้จบก่อน แล้วจึงกลับมาทำซ้ำขั้นตอนเดิม
ตัวอย่าง
1. สมมติเมื่อเรากำลังประมวลผลข้อมูล A อยู่ เราต้องการข้ามไปประมวลผลข้อมูล B ให้เสร็จก่อน แล้วนำ ข้อมูลที่ได้มาใช้งานกับข้อมูล A เราจะต้องเก็บข้อมูล A ลงในสแตกก่อน (push A) จากนั้นจึงข้ามไปทำ การประมวลผลข้อมูล B
2. ในขณะที่ประมวลผลข้อมูล B อยู่เราต้องข้ามไปทำข้อมูล C เพื่อนำผลที่ได้มาทำงานกับข้อมูล B เราก็จะต้อง ทำการเก็บ B ลงในสแตก (push B) แล้วจึงจะข้ามไปทำข้อมูล C
3. เมื่อทำข้อมูล C เสร็จ เราก็จะดึงข้อมูล B ออกจากสแตก (pop B) เพื่อทำการประมวลผล
4. เมื่อเราประมวลผลข้อมูล B เสร็จ เราก็จะดึงข้อมูล A ออกจากสแตก (pop A) เพื่อทำการประมวลผล เป็นอันสิ้นสุดการประมวลผล

ตัวอย่าง การทำงานแบบโครงสร้างข้อมูลแบบสแตกที่สามารถเห็นได้ในชีวิตประจำวันทั่วไปได้แก่ การวางจานซ้อนกันต้องวางจานลงบนกล่องเก็บจานจากล่างสุดที่ละใบ และสามารถใส่ได้จนเต็มกล่อง และเมื่อมีการวางจานจนเต็มกล่องแล้วจะไม่สามารถวางจานซ้อนได้อีกเพราะกล่องมีสภาพเต็ม แต่เมื่อเราจะหยิบจานไปใช้ เราต้องหยิบใบบนสุด ซึ่งเป็นจานที่ถูกวางเก็บเป็นอันดับสุดท้ายออกได้เป็นใบแรก และสามารถหยิบออกที่ละใบจากบนสุดเสมอ ส่วนจานที่ถูกวางเก็บเป็นใบแรก จะนำไปใช้ได้ก็ต่อเมื่อนำจานที่วางทับมันอยู่ออกไปใช้เสียก่อน และจะหยิบออกไปใช้เป็นใบสุดท้าย

21 กรกฎาคม, 2552

DTS 04-15/07/2552

สรุป

ลิงค์ลิสต์เป็นการจัดเก็บชุดข้อมูลเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปตามลำดับ ซึ่งอาจอยู่ในลักษณะแบบเชิงเส้นตรง (linear) หรือ ไม่เป็นเส้นตรง (nonlinear) ก็ได้ ซึ่งในลิสต์จะประกอบไปด้วยข้อมูลที่เรียกว่าโหนด (node) ในหนึ่งโหนดจะประกอบด้วยส่วนของข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บ เรียกว่าส่วน Info และส่วนที่เป็นพอยน์เตอร์ที่ชี้ไปยังโหนดถัดไป (Link) หรือชี้ไปยังโหนดอื่นๆที่อยู่ในลิสต์ หากไม่มีโหนดที่อยู่ถัดไป ส่วนที่เป็นพอยน์เตอร์หรือ Link จะเก็บค่า NULL หรือ NILL ใช้สัญลักษณ์ ^

Linked List เป็นวิธีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องของอิลิเมนท์ต่างๆโดยมีพอยเตอร์เป็นตัวเชื่อมต่ออิลิเมนต์ คือ ชื่อตัวเเปรที่มาเก็บค่าแต่ละอิลิเมนท์ เรียกว่าโนด (Node) จะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ Data และ Link Fieldโนด (Node) คือ การเชื่อมต่อโครงสร้างข้อมูลเเบบลิงค์ลิสต์ เเบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Head Structure เเละ Data Node Strureโนดเเรกของลิงค์ลิสต์จะมีตัวแปรสำหรับชี้ตำเเหน่งของลิสต์ซึ่งจะเก็บตำเเหน่งเริ่มต้นของลิสต์ถ้าลิสต์ไม่มีข้อมูล ข้อมูลก็จะเป็นNull


ฟังก์ชัน stdio.h และ iostream.h


ใส่จำนวนนักเรียนที่ต้องการ แล้วใส่ค่าของคะแนน เพื่อหาผลรวมของคะแนนทั้งหมด

iostream.h
#include
int main()
{
int numstd;
cout << "Number of students: ";
cin >> numstd;
float *scores = new float[ nu mstd ];
int i;
for(i=0;i<>
{
cout << "Score of student " <<>
cin >> scores [ i ];
}
cout << "\nThe scores are ";
float total = 0;
for(i=0;i <>
{
cout <<>
total = total + scores[i];
}
cout << "\nTotal scores of all students is " <<>
delete []scores;
return 0;
}


stdio.h

#include
main()
{

int std;
printf ("Number of students: ");
scanf("%d",&std);
float *score = new float[std];
int i;
for(i=0;i
{
printf ("Score of student: ",i+1);
scanf ("%f",&score[i]);
}
printf ("\nThe score are %d",std);
float total=0;
for(i=0;i
{
printf("score[i]");
total = total + score[i];
}
printf("\nTotal scores of all students is:%f ",total);
delete[]score;
return 0;
}

14 กรกฎาคม, 2552

DTS 03-01/07/2552

สรุป
พอยน์เตอร์ (pointer) พอยน์เตอร์เป็นตัวแปรที่ใช้เก็บตำแหน่ง (แทนที่จะเก็บค่า) ของข้อมูลเช่น ตัวแปรหรือสมาชิกของอะเรย์ พอยเตอร์ในภาษาซีมีประโยชน์มากมาย เช่น เราสามารถใช้พอยน์เตอร์ในการ ส่งข้อมูลไปมาระหว่างฟังก์ชันกับจุดที่เรียกใช้ ฟังก์ชัน พอยน์เตอร์ทำให้ฟังก์ชันสามารถส่งค่ากลับคืนมาได้หลายค่าโดยผ่านอาร์กิวเมนต์ของฟังก์ชัน นอกจากนั้นเรายังใช้พอยน์เตอร์ในการเรียกใช้ฟังก์ชันที่ถูกส่งมาเป็นอาร์กิวเมนต์ของอีกฟังก์ชันหนึ่งนั่นคือ เราสามารถส่งฟังก์ชันหนึ่งเป็นอาร์กิวเมนต์ให้อีกฟังก์ชันหนึ่งได้
พอยน์เตอร์มีความใกล้เคียงกับอะเรย์ และเป็นวิธีหนึ่งที่เราจะอ้างถึงสมาชิกของอะเรย์ได้ยิ่งไปว่านั้น พอยต์เตอร์ยังจัดเตรียมวิธีการที่สะดวกสบาย ในการใช้อะเรย์หลายมิติ โดยแทนที่อะเรย์หลายมิติ 1 ตัวด้วยอะเรย์ของพอยน์เตอร์ที่มีมิติน้อยลง คุณลักษณะนี้ทำให้เราเก็บสตริงหลายๆ ตัวไว้ในอะเรย์เพียงตัวเดียวได้แม้ว่าสตริงเหล่านั้นจะมีความยาวไม่เท่ากัน
เครื่องหมายที่ใช้ในการทำงานกับตัวแปรพอยน์เตอร์
-เครื่องหมาย & เป็นเครื่องหมายที่ใช้เมื่อต้องการให้เอาค่าตำแหน่งที่อยู่ (address) ของตัวแปรที่เก็บไว้ในหน่วยความจำออกมาใช้
-เครื่องหมาย * เป็นเครื่องหมายที่จะใช้เมื่อต้องการให้นำค่าที่อยู่ในตำแหน่งที่ตัวแปรพอยน์เตอร์นั้นชี้อยู่ออกมาแสดงให้ดู

แบบฝึกหัด

1.ให้นักศึกษากำหนดค่าของ Array 1 มิติ และ Array 2 มิติ
ตอบ Array 1 มิติ คือ float nettotal[4];
และ Array 2 มิติ คือ int name[5][6];

2.ให้นักศึกษาหาค่าของ A[2] , A[6] จากค่าA={2,8,16,24,9,7,3,8,}
ตอบ A[2] คือ 16
A[6] คือ 3

3.จากค่าของ int a [2][3] = {{6,5,4},{3,2,1}}; ให้นักศึกษาหาค่าของ a[1][0]และa[0][2]
ตอบ a[1][0] คือ 3
a[0][2] คือ 4

4.ให้นักศึกษากำหนด structure ที่มีค่าของข้อมูลจากน้อย 6 Records
ตอบ struct STD
{
char code[11];
char name[10];
char lastname[20];
int midterm;
int final;
char grade;
}student;

5. ให้นักศึกษาบอกความแตกต่างของการกำหนดตัวชนิด Array กับตัวแปร Pointer ในสภาพของการกำหนดที่อยู่ของข้อมูล
ตอบ array หมายถึง ตัวแปรชุดที่ใช้เก็บตัวแปรชนิดเดียวกันไว้ด้วยกัน เช่น เก็บ ข้อมูล char ไว้กับ char เก็บ int ไว้กับ int ไม่สามารถเก็บข้อมูลต่างชนิดกันได้ เช่น char กับ int เรียก array อีกอย่างว่าหน่วยความจำแบ่งเป็นช่อง การกำหนดสมาชิกชิกของ array จะเขียนภายในเครื่องหมาย [ ]
pointer หมายถึง ตัวเก็บตำแหน่งที่อยู่ของหน่วยความจำ (Address) หรือเรียกว่า ตัวชี้ ตำแหน่งที่อยู่ สัญลักษณ์ของ pointer จะแทนด้วยเครื่องหมาย *

30 มิถุนายน, 2552

DTS 02-24/06/2552

สรุป
วันนี้รู้จักกับ Array และ Structure
Array เป็นโครงสร้างข้อมูลที่เรียกว่า Linear list การกำหนด subscript แต่ละตัวจะประกอบไปด้วย ค่าสูงสุดและค่าต่ำสุดของ subscript นั้น
ค่าต่ำสุด เรียกว่า ขอบเขตล่าง
ค่าสูงสุด เรียกว่า ขอบเขตบน
Structure หรือโครงสร้าง คือกลุ่มของข้อมูลที่มีชนิดเหมือนกันหรือต่างกันก็ได้ ซึ่งนำมารวมกลุ่มแล้วเรียกเป็นชื่อเดียวกัน
Structure มีประโยชน์มากในการสร้างและจัดการโครงสร้างข้อมูลที่ซับซ้อน
Structure แตกต่างกับ Array คือ สมาชิกของ Structure เป็นข้อมูลคนละชนิดกันได้ ส่วนสมาชิกของ Array จะต้องเป็น้อมูลชนิดเดียวกัน
รูปแบบของ Structure
struct struc_name
{
type 1 name 1;
type 2 name 2;

type N name N;
} struc_variable;


ทำ Structure

#include
struct product
{
char shop[20];
char name[20];
int amount;
int price;
char div[20];
int net;
char off[20];
}pro;
struct customer
{
char names[20];
}you;
struct date
{
int day;
int month;
int year;
}now;
void main()
{
printf("Welcom in Shop");
printf("\n\nShop:");
scanf("%s",&pro.shop);
printf("Product name:");
scanf("%s",&pro.name);
printf("Amount:");
scanf("%d",&pro.amount);
printf("Price:");
scanf("%d",&pro.price);
printf("Division:");
scanf("%s",&pro.div);
printf("Officer:");
scanf("%s",&pro.off);
printf("\nCustomer name is:");
scanf("%s",&you.names);
printf("Date dd/mm/yy:");
scanf("%d/%d/%d",&now.day,&now.month,&now.year);
{
printf("\n\n\nReport of customer");
printf("\n\nShop:%s \nProduct:%s\n",pro.shop,pro.name);
printf("Amount:%d\t Price:%d\n",pro.amount,pro.price);
printf("Nettotal:%d\n",pro.amount*pro.price);
printf("Customer Name:%s\n",you.names);
printf("Date:%d/%d/%d",now.day,now.month,now.year);
}
}

DTS 01-17/06/2552

สรุป
แนะนำเนื้อหาในรายวิชา และทบทวนเรื่องการใช้โปรแกรมภาษาซี
รวมถึงเรื่องโครงสร้างของข้อมูลด้วย

ประวัติส่วนตัว



ชื่อ  :               

Name :

รหัสนักศึกษา:

ปัจจุบันศึกษาอยู่ที่ :



E-mail :


โทร. :